2007/May/09

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ หรือขานพระนามกันโดยทั่วไปว่า เจ้าฟ้ากุ้ง

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรประสูติ พ.ศ. ๒๒๔๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระซึ่งเป็นพระปิตุลา (ลุง) ของพระองค์ ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศหรือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ กับกรมหลวงอภัยนุชิต พระมเหสีใหญ่ ทรงมีพระอนุชาต่างพระมารดา ๒ พระองค์ คือ

จุลศักราช ๑๑๐๓ ปีระกา ตรีศก พ.ศ. ๒๒๘๔ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ได้เข้าพระราชพิธีอุปราชาภิเษกเถลิงถวัลยราชสถิต ที่พระมหาอุปราช เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงอินทสุดาวดี เมื่อเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและ พระองค์ได้เป็นกองการปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์และวัดอื่นๆ มากมาย

เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม พระองค์ทรงเป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง พระองค์ท่านสิ้นพระชนม์เพราะเหตุที่มีผู้ไปกราบทูลว่าพระองค์ลอบเป็นชู้กับเจ้าฟ้านิ่ม หรือเจ้าฟ้าสังวาลย์ซึ่งเป็น เจ้าจอมของ พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงลงพระอาญาเฆี่ยนจนสิ้นพระชนม์พร้อมด้วยเจ้าฟ้าสังวาลย์ แล้วนำพระศพไปฝังยังวัดไชยวัฒนาราม

ผลงานด้านวรรณกรรมที่พระองค์ทรงนิพนธ์ไว้นั้นจัดเป็นวรรณกรรมอันเลอค่า โดยเฉพาะคำประพันธ์ประเภทกาพย์ห่อโคลงดูจะมีมากกว่างานพระนิพนธ์ชนิดอื่น ๆ งานนิพนธ์ที่เหลือจนบัดนี้มีที่รวบรวมได้ดังนี้

๑. กาพย์เห่เรือ

๒. บทเห่เรื่องกากี ๓ ตอน

๓. บทเห่สังวาสและเห่ครวญอย่างละบท

๔. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก

๕. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง

๖. นันโทปนันทสูตรคำหลวง ทรงพระนิพนธ์ พ.ศ. ๒๒๗๙ ขณะทรงผนวช

๗. พระมาลัยคำหลวง ทรงพระนิพนธ์ พ.ศ. ๒๒๘๐ ขณะทรงผนวช

๘. เพลงยาวบางบท

2007/May/09

ในยุคสมัยนั้นภาคพื้นแผ่นดินนี้อยู่ในท่ามกลางภาวะสงครามโดยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ส่งกองทัพเข้ามารุกรานแผ่ขยายอำนาจมีอิทธิพลเหนือดินแดนมอญ ไทใหญ่ ล้านนา และอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองบุกยึดอาณาจักรไทใหญ่ โดยเฉพาะที่"เมืองนาย"(รัฐฉานใต้-พม่า) เจ้าฟ้าเมืองนายขณะนั้นคาดว่าคงเป็นพระญาติใกล้ชิดกับพระแม่เจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์กษัตริย์นครเชียงใหม่ซึ่งเคยประทับอยู่"เมืองนาย"มาก่อนหน้านั้น และเมืองนายเป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรไทยใหญ่ในยุคนั้น โดยเจ้าฟ้าเมืองนายได้ส่งทหารไปลอบสังหารแม่ทัพของพระเจ้าบุเรงนองที่บุกรุกเข้ามาในดินแดนไทใหญ่พระเจ้าบุเรงนองจึงส่งกองทหารมายังเมืองนายเพื่อตามจับตัวแต่เจ้าฟ้าเมืองนายได้หนีมาพึ่งบารมีพระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าบุเรงนองส่งม้าเร็วมายังเชียงใหม่ แจ้งให้พระเจ้าเชียงใหม่ส่งตัวเจ้าฟ้าเมืองนายมาให้โดยเร็วมิฉะนั้นจะโจมตีเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ จึงตัดสินใจจึงส่งราชทูตเดินทางไปยังเมืองนายเพื่อเจรจาต่อรองกับพระเจ้าบุเรงนอง ประกอบกับกองทัพพระเจ้าบุเรงนองยกมาใกล้ถึงชานนครเชียงใหม่และกระจายกำลังปิดล้อมนครเชียงใหม่ พระแม่เจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ทรงเสด็จหนีไปหลบภัยที่เมืองเชียงแสน(ปรากฏอยู่ในหนังสือ"หยวนสื่อ"แห่งราชสำนักจักรพรรดิ์จีน)และต่อมาพระเจ้าบุเรงนองทรงแต่งตั้งให้พระแม่เจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์เป็นกษัตริย์ครองนครเชียงใหม่ดังเดิม แต่ตกอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชของหงสาวดี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๐๑ (ในขณะที่สมเด็จพระนเรศวรฯทรงมีพระชนมายุได้ ๓ พรรษา)กาลต่อมาพระเจ้าเชียงใหม่ประกาศเอกราชไม่ขึ้นต่อหงสาวดี จึงถูกกองทัพพระเจ้าบุเรงนองควบคุมตัวไปยังเมืองหงสาวดีและสวรรคตที่เมืองนั้น(นับได้ว่าพระแม่เจ้าเมกุฏสุทธิวงศ์ สืบสายโลหิตผู้กล้าแห่งราชวงศ์มังรายโดยแท้ แ้ม้พระองค์จะเป็นสตรี แต่ก็มีใจหาญสู้บุรุษเพศ เฉกเช่น "พระเจ้าบุเรงนอง"ลูกหลานล้านนาขอกราบบูชาในความกล้าหาญยอมเสียสละแม้ชีวิต เพื่อเอกราชแห่งล้านนา)

เมื่อรุกรานได้อาณาจักรล้านนาแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองทรงใช้กุศโลบายแยกเมืองพระพิษณุโลกสองแควออกจากกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จและแล้วกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงให้แก่หงสาวดีในปี พ.ศ.๒๑๑๒ (หลังเชียงใหม่ ๑๑ ปี)ในขณะที่สมเด็จพระนเรศวรฯมีพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษา

จะสังเกตเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรฯทรงเจริญพระชนมายุ ในบริบทแวดล้อมแห่งการสงครามมาตั้งแต่เยาว์วัยและจนตลอดพระชนม์ชีพก็ไม่เคยว่างเว้นจากการสงคราม พระองค์มิได้เสวยสุขอยู่ในราชสมบัติอย่างที่มหาราชพึงจะได้รับ ทั้งชีวิตของพระองค์อุทิศให้กับการพิทักษ์ผืนแผ่นมาตุภูมิและความสงบสุขของเหล่าไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์

และการสงครามทั้งนั้นมีลำดับดังต่อไปนี้

๑.พ.ศ.๒๑๐๖ สงครามช้างเผือกในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าหงสาฯบุเรงนอง
๒.พ.ศ.๒๑๑๒ สงครามเสียกรุงศรีฯครั้งที่ ๑ ให้แก่พระเจ้าหงสาฯบุเรงนอง
๓.พ.ศ.๒๑๒๔ศึก"เมืองคัง"เจ้าฟ้าไทใหญ่แข็งเมืองต่อพระเจ้าหงสาฯองค์ใหม่ฯ(พระเจ้านันทบุเรงราชโอรสขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งสวรรคตในปี พ.ศ.๒๑๒๔ )พระองค์ประสงค์จะทดสอบความสามารถในการรบระหว่างยุวกษัตริย์แห่งเมืองหงสาฯกับยุวกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา จึงแต่งตั้งให้กองทัพยุวกษัตริย์หงสาฯ๒ กองทัพ เข้าตีเมืองคังก่อน ปรากฏว่าไม่สามารถยึดเมืองคังได้ จนมาถึงวาระของสมเด็จพระนเรศวรฯพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถแสดงฝีมือที่เป็นเอกในการรบและบุกโจมตียึดเมืองคังได้สำเร็จ โดยใช้ยุทธวิธีประหนึ่งว่าจะตีเมืองคังทางด้านหน้า ทำให้เมืองคังระดมกำลังทหารไปป้องกันด้านหน้าเมือง ส่วนด้านหลังของเมืองซึ่งเป็นหน้าผาสูงชันขาดการระวังป้องกัน กองทัพสมเด็จพระนเรศวรฯจึงบุกขึ้นทางด้านหลังของเมือง และยึดเมืองคังไว้ได้สำเร็จในตอนรุ่งสาง ปฐมชัยชนะครั้งนี้ สร้างพระเกียรติยศและพระบารมีแผ่ขยาย ทำให้กรุงหงสาวดีบังเกิดความไม่ไว้วางใจและคิดกำจัดพระองค์ในเวลาต่อมา

๔.พ.ศ. ๒๑๒๗ สงครามหลังประกาศเอกราชที่"เมืองแครง"
๕.พ.ศ.๒๑๒๘ สงครามพระเจ้าเชียงใหม่(ราชบุตรพระเจ้าหงสาฯนันทบุเรง)ที่ส่งมาครองเมืองเชียงใหม่
๖.พ.ศ.๒๑๒๙ สงครามใหญ่ทัพกษัตริย์พระเจ้าหงสาฯนันทบุเรง ล้อมกรุงศรีฯ นาน ๕ เดือน
๗.พ.ศ.๒๑๓๓ ศึกพระมหาอุปราชา(ราชโอรสในพระเจ้านันทบุเรง)ยกมากรุงศรีฯครั้งแรก ถูกตีแตกร่นถอยไป
๘.พ.ศ.๒๑๓๕ สงครามยุทธหัตถี "เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างได้อย่างเราจะไม่มีแล้ว.."
๙.พ.ศ.๒๑๓๕ ให้เจ้าพระยาจักรีไปตีเมืองตะนาวศรี ,พระยาพระคลังไปตีเมืองทวาย
๑๐.พ.ศ.๒๑๓๗ ให้พระยาศรีไศลยกทัพไปปลดแอกมอญให้พ้นจากพม่า
๑๑ พ.ศ.๒๑๓๘ ยกทัพหลวงล้อมกรุงหงสาฯนาน ๓ เดือน
๑๒.พ.ศ.๒๑๔๒ ยกทัพหลวงปราบกรุงหงสาฯและเมืองตองอู
๑๓พ.ศ.๒๑๔๘ศึกสุดท้ายยกทัพหลวงไปทางเชียงใหม่ เป้าหมายยึดคืน"เมืองนาย"และบุกทำลาย"พระเจ้ากรุงอังวะ"(ราชบุตรของพระเจ้าบุเรงนองอันประสูติแต่พระสนม) แต่พระองค์ทรงประชวรและเสด็จสวรรคตในระหว่างการเดินทัพ ช่วงระยะทางจากเมืองเชียงใหม่ ถึงแม่น้ำสาละวิน ณ


"เมืองหลวง"ท้องที่"ตำบลทุ่งดอนแก้ว" หรือ

"
เมืองแหน
"แขวงเมืองเชียงใหม่ ในภาษาพม่า

2007/May/09

ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ใต้ร่มพระบารมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ครั้งนั้นปีพุทธศักราช 2098 ในเมืองพระพิษณุโลกสองแคว พระมหาธรรมราชา (ขุนพิเรนทรเทพ)และพระวิสุทธิ์กษัตรี (พระราชบุตรีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและพระสุริโยทัย) ทรงให้กำเนิดพระราชโอรส ทรงพระนามว่า 




มีพระพี่นางสุพรรณกัลยา และพระอนุชาคือ พระเอกาทศรถ ในวัยเยาว์พระองค์ทรงใช้ชีวิต ณ เมืองพระพิษณุโลก จนพระชนมายุประมาณ 8-9 พรรษา จึงถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดี เพื่อเป็นหลักประกันว่า อยุธยาจะไม่แข็งเมืองต่อกรุงหงสาวดี เหมือนดังเช่นโอรส ของเจ้าเมืองต่างๆในอาณาจักรพระเจ้าบุเรงนอง..

ณกรุงหงสาวดีพระองค์ได้ศึกษาวิชายุทธศาสตร์การรบจากปรมาจารย์ในราชสำนักพระเจ้าบุเรงนองและศาสตร์เหล่านี้พระองค์ทรงใช้ในการกอบกู้เอกราชจะเห็นเด่นชัดได้จากพระองค์ทรงเลือกใช้นโยบาย"เชิงรุก"มากกว่า"เชิงตั้งรับ"ทำให้พระองค์มีพระทัยที่เข้มแข็ง ดุดันเด็ดขาด กล้าหาญ ไม่เคยเกรงกลัวแม้จะตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมและในดินแดนของข้าศึกประกอบกับความกดดันที่พระองค์ทรงได้รับในฐานะพระราชโอรสเมืองประเทศราชทำให้พระองค์มีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตหงสาวดี หรืออังวะเพื่อให้ลุ่มน้ำอิรวดี สาละวิน แม่น้ำโขง และเจ้าพระยาเป็นผืนแผ่นปฐพีเดียวกัน

เมื่อเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้พระองค์เป็น มหาอุปราช ปกครองเมืองพิษณุโลก จนกระทั่ง พ.ศ.๒๑๓๓ พระราชบิดาเสด็จสวรรคต พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

หลังทรงครองราชย์ได้เพียง ๒ ปี ใน พ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดีองค์ใหม่คิดจะกำจัดพระองค์ จึงให้พระราชโอรสซึ่งดำรงฐานะพระมหาอุปราชจัดทัพเข้าตีกรุงศรีฯ ครั้งนั้นคือ "ศึกยุทธหัตถี"พระองค์ทรงใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์จากสภาพเบี้ยล่างที่ตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก มาเป็นเบี้ยบน โดยทูลเชิญพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีแบบ "ตัวต่อตัว" และพระมหาอุปราชา แม่ทัพกรุงหงสาฯได้เข้าต่อสู้บนหลังช้างกับสมเด็จพระนเรศวรฯอย่างดุเดือดทุกกระบวนยุทธ์ และในที่สุดถูกพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรฯฟันพระอังสาขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง..

ชัยชนะในมหายุทธหัตถี ครั้งนี้ ส่งผลให้พระเกียรติยศชื่อเสียงของสมเด็จพระนเรศวรเกริกก้องระบือเลื่องลือไกลไปทั่วทิศานุทิศเป็นที่เคารพ ยำเกรงของแว่นแค้วนต่างๆ ตลอดจนมีหัวเมืองเข้ามาสวามิภักดิ์อย่างไม่ขาดสาย ทำให้พระบรมเดชานุภาพขยายกว้างขวางแผ่ไพศาลยิ่ง

ส่วนในราชสำนักพระองค์ทรงมีพระมเหสี ๓ พระองค์ คือ พระมณีรัตนาอัครมเหสี หรือเจ้าขรัวมณีจันทร์ , พระเอกกษัตรีและพระราชธิดาในพระเจ้าเชียงใหม่ ทรงถวายเมื่อครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จไปยุติข้อพิพาทในดินแดนล้านนา ในปี พ.ศ.๒๑๔๔

ศึกครั้งสุดท้าย ในปี พ.ศ.๒๑๔๗ ทรงยกทัพไปตี"เมืองนาย" "เมืองอังวะ"ผ่านทางเมืองเชียงใหม่ เมื่อเสด็จไปถึง "เมืองหลวง"ตำบล"ทุ่งดอนแก้ว" หรือ"เมืองแหน"ในภาษาพม่าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเชียงใหม่ ระหว่างเชียงใหม่กับแม่น้ำสาสะวิน ทรงพระประชวรโดยเร็วพลันเป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์ และเสด็จสวรรคต ณ ที่เมืองนั้นเมื่อวันจันทร์เดือน๖ขึ้น๘ค่ำปีมะเส็งพ.ศ.๒๑๔๘ขณะพระชนมายุได้๕๐พรรษาเสวยราชสมบัติได้๑๕ป


"พระนเรศวร"